มกราคม 2017

เตือนภัยคนกรุง เด็กดมกาวไถเงิน 10 บาทไม่ได้ รุมตีเลือดอาบ

เตือนภัยคนกรุง เด็กดมกาวไถเงิน 10 บาทไม่ได้ รุมตีเลือดอาบโลกออนไลน์แชร์เรื่องราวเตือนภัยจากเพจ โคตรห้าวv2 สาวประเภทสองคนหนึ่งโพสต์เล่าประสบการณ์เฉียดตาย ถูกปล้นและรุมทำร้ายจนเลือดอาบ เหตุเกิดที่สนามกีฬาย่านห้วยขวาง พร้อมโพสต์ภาพอาการบาดเจ็บให้เป็นอุทาหรณ์กับผู้ที่สัญจรในย่านนั้นในยามวิกาล

ล่าสุด (30 ม.ค.)  ได้ติดต่อขอสัมภาษณ์ผู้เสียหาย ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเจ้าตัวระบุว่า หลังจากไปเที่ยวเสร็จก็ส่งเพื่อนกลับบ้าน ส่วนตนเองเดินกลับบ้านตามเส้นทางที่ใช้เป็นปกติในทุกๆคืน เพราะบ้านอยู่ไม่ไกล จนมาถึงสนามกีฬาห้วยขวาง ตัดสินใจเดินลัดเข้าไปเพราะเร็วกว่าเดินอ้อม ระหว่างที่เดินอยู่ก็มีเด็กที่ดมกาวมาไถเงิน 10 บาท แต่ตนไม่มีให้ หลังจากนั้นรู้สึกว่ามีคนเดินตามแต่ไม่ได้เอะใจ จนมีอีกคนเข้ามาใกล้ๆ เป็นผู้ชายใส่หมวก พอกำลังจะเดินออกจากสนาม ก็ถูกพุ่งเข้าชาร์จ ตอนนั้นยอมรับว่าสติไม่เต็มร้อยเพราะอยู่ในอาการมึนเมา

ตอนนั้นเป็นเวลาระหว่าง 04.30 – 05.00 น. จะมีคนมาวิ่งจ๊อกกิ้ง แต่พอร้องเรียกให้คนช่วยก็ไม่มีใครสนใจ ตนจึงต้องวิ่งไปขอความช่วยเหลือ แต่คนแถวนั้นบอกว่าให้ไปแจ้งความที่สถานีตำรวจเอง ตอนนั้นเลือดอาบหัวอาบหน้ามาก ตำรวจจึงบอกว่าตอนนี้รับเรื่องไว้แล้ว แต่อยากให้รีบไปทำแผลให้เสร็จเรียบร้อยก่อน

สาวประเภทสองรายนี้ยังระบุด้วยว่า แถวนั้นไม่มีกล้องวงจรปิดด้วย ส่วนคนร้ายเป็นเด็กดมกาวแถวนั้น คนหนึ่งหัวยังเกรียนอยู่เลย หลังจากนี้ตนคงไม่กล้าเดินผ่านแถวนั้นอีกแล้ว เพราะเกรงว่าจะเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเช่นนี้อีก

แชร์สนั่น..เกือบเข้าใจผิด หนุ่มทำคลอดให้แฟนกลางถนน

โลกออนไลน์สุดประทับใจ ภาพที่เกือบทำให้เกิดความเข้าใจผิด ชายหญิงนอนล้มอยู่กลางถนน แต่ที่แท้เป็นการทำคลอด หลังขี่รถไปโรงพยาบาลไม่ทัน ลูกน้อยคลอดออกมากลางทาง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โลกออนไลน์กำลังให้ความสนใจภาพของชายหนุ่มคนหนึ่งที่นั่งอยู่กลางถนน โดยที่มีหญิงสาวนอนหงายอยู่ใกล้ๆ กลายเป็นภาพที่ทำให้บางคนเข้าใจผิด นึกว่าเป็นเหตุทำร้ายร่างกายกัน แต่แท้ที่จริงแล้วเป็นเรื่องราวดีๆ เพราะชายคนดังกล่าวเข้าไปช่วยทำคลอดให้หญิงสาว ระหว่างรอเจ้าหน้าที่กู้ภัยและทีมแพทย์มาถึงจุดดังกล่าว

ภาพจากผู้ใช้เฟซบุ๊กคุณ Art Bioplus กลายเป็นประเด็นพูดถึงไปทั่วโลกออนไลน์ หลังจากที่เขาโพสต์ภาพเอาไว้ในเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้่นเมื่อวันที่ 26 มกราคมที่ผ่านมา ในพื้นที่ จ.สระบุรี บังเอิญขับรถไปเหตุการณ์ดังกล่าว ตอนแรกเข้าใจว่าเป็นเหตุทะเลาะวิวาทกันระหว่างชายหญิง แต่เมื่อจอดรถลงไปตรวจสอบกลับพบว่าไม่ใช่

“เมื่อวานขับรถกลับจากซ้อมฟุตบอล ระหว่างขับมองข้างหน้าเห็นภาพผู้หญิงนอนอยู่กับพื้น โดยมีผู้ชายเหมือนนั่งคร่อมไว้ (แต่จริงๆ ไม่ได้คร่อมนำครับ) ในใจคิดสิ่งเดียวเลยว่า ผู้หญิงถูกทำร้ายแน่ๆ คิดว่ายังไงก็ต้องลงไปช่วยผู้หญิงให้ได้ เพราะดูรูปร่างผู้ชายแล้วพอที่จะสู้ไหว จึงชะลอรถเพื่อดูชั้นเชิงหากว่าสู้ไม่ได้ อย่างน้อยจะได้ช่วยผู้หญิงออกมาให้ได้

แต่พอเข้าไปดูชัดๆ กลายเป็นภาพผู้หญิงนอนอยู่กับพื้น ส่วนผู้ชายกำลังใช้สองมือของเขาประคองศีรษะเด็กเอาไว้อยู่ จึงรีบจอดรถและลงไปถามเพื่อให้ความช่วยเหลือ ผู้ชายบอกว่าพาผู้หญิงซ้อนจักรยานยนต์จะพาไปโรงพยาบาล เพื่อไปทำคลอด แต่ไปไม่ถึงโรงพยาบาลเด็กคลอดออกมาเสียก่อน

ตอนที่ผมลงไปกำลังแจ้งกู้ภัย แต่มีรถของโรงพยาบาลมาพอดี จึงได้โบกให้เขาช่วยเหลือไว้ ผมก็ไม่รู้ว่าใครแจ้งไปหรือเป็นความบังเอิญ แต่ก็เป็นโชคดีของพ่อแม่ลูกครอบครัวนี้ ผมเองอยู่ช่วยโบกรถส่งสัญจรให้รถคันอื่นๆ บริเวณนั้น และเป็นกำลังใจให้ทีมช่วยเหลือ กระทั่งย้ายผู้หญิงขึ้นรถพยาบาลไปได้ ผมคิดว่าเด็กและแม่คงจะปลอดภัยนะครับ”

ภายหลังจากภาพดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป ปรากฏว่ามีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นและชื่นชมเป็นอย่างมาก นับเป็นภาพน่าประทับใจที่อาจจะดูเป็นอย่างอื่นได้ในทันที หากไม่ทราบข้อเท็จจริง ทั้งนี้ชาวเน็ตยังชื่นชมหนุ่มเจ้าของเรื่องราวที่มีน้ำใจลงไปช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกให้ อีกทั้งยังชื่นชมคุณพ่อที่ไม่ต่างกับทำคลอดให้กับภรรยากลางถนน และยังได้อวยพรขอให้เด็กน้อยและแม่ปลอดภัยเช่นเดียวกัน

ดีเจมะตูม เปิดใจเลิกแฟนหนุ่มที่คบ 7 ปี โดนแฉหลงชื่อเสียง

กลายเป็นประเด็นดราม่าเบาๆ เกี่ยวกับเรื่องราวความรักของพิธีกรและดีเจดาวรุ่ง “ดีเจมะตูม” อสรพิษแห่งวงการวิทยุ จาก 94EFM ที่เจ้าตัวออกมาพูดถึงการเลิกรากับ “พี่เว” แฟนหนุ่มนอกวงการที่คบหากันมานานถึง 7 ปีเต็ม ทำให้มีกระแสโจมตีว่า เขาเป็นคนที่ลืมตัว หลงแสงสีในวงการ ไม่ถึงนึกกำพืชตัวเองตอนที่ยังไม่มีชื่่อเสียง รวมทั้งมีข่าวลือว่า ไม่ซื่อสัตย์เพราะแอบคั่วนายแบบอยู่

ล่าสุด ดีเจมะตูม ก็ได้ออกมาชี้แจงผ่านข้อความในอินสตาแกรม โดยยืนยันว่าได้เลิกรากับแฟนหนุ่ม “พี่เว” จริงๆ ตั้งแต่เดือนตุลาคมที่ผ่านมา สาเหตุที่เลิกกันเพราะทัศนคติส่วนตัวล้วนๆ ไม่ได้เกี่ยวกับมือที่สามหรือผลประโยชน์อะไร ยืนยันว่าไม่ได้คบผู้ชายอื่นซ้อนแบบที่เป็นข่าว

ดีเจมะตูม ยังบอกอีกว่า รู้สึกเสียดายเหมือนกันที่ความสัมพันธ์ตั้ง 7 ปีที่ผ่านมาได้จบลงไปแล้ว แต่ตอนนี้ก็มีความสุขดี การเลิกกันไม่ใช่ว่าอีกฝ่ายเป็นคนไม่ดี หรือตัวเองเป็นคนเลว แต่ต่างคนก็ต่างมีมุมที่ดีและไม่ดี พร้อมกับระบุว่า ปัจจุบันก็ยังคงพูดคุยทักทายกับแฟนเก่าอยู่เสมอ ยังเป็นห่วงกันตลอด แม้จะไม่ใช่คนรักกันแล้วก็ตาม

นอกจากนี้ ดีเจมะตูม ยังได้ร่วมพูดคุยกับ “วู้ดดี้ มิลินทจินดา” ผ่านทางเฟซบุ๊กไลฟ์เพจ Woody เมื่อคืนนี้ เป็นการเปิดใจที่ไม่สุขไม่เศร้าสักเท่าไหร่ โดย ดีเจมะตูม ก็ยอมรับตรงๆ ว่า ตัวเองเป็นฝ่ายบอกเลิกกับอีกฝ่ายก่อน ซึ่งก็บอกไปว่า “ไม่ได้รักอีกแล้ว” แน่นอนว่าฝ่ายบอกเลิกคงไม่เป็นไรเท่าไหร่ แต่ฝ่ายที่ถูกบอกเลิกก็เสียใจหนักอยู่เช่นกัน

การพูดคุยกันในช่วงหนึ่ง ดีเจมะตูม ยังได้บอกว่า นี่เป็นการโสดสนิทครั้งแรกตั้งแต่อายุ 16 ปี ที่ผ่านมามีความรักมาตลอดและผ่านเรื่องราวความรักมาเรื่อยๆ ตอนนี้จึงขออยากพักเรื่องความรักไว้ก่อน เพราะไม่เคยรู้สึกว่าโสดและเป็นอิสระแบบนี้มาก่อน ช่วงปีใหม่ที่ผ่านมาก็ได้ใช้ชีวิตแบบที่ไม่เคยได้ใช้มาก่อน ได้สนุกกับเพื่อนๆ พี่ๆ ที่ต่างประเทศ เมาหัวราน้ำแบบที่ไม่เคยทำ

ดีเจมะตูม ได้กล่าวถึงประเด็นหลงแสงสีและชื่อเสียงที่ถูกกระหน่ำโจมตีว่าเป็นสาเหตุของการบอกเลิกแฟนครั้งนี้ เจ้าตัวบอกว่า ช่วงที่กำลังตัดสินใจจะเลิกกับแฟนหนุ่มคนนี้ ก็มี “กุ๊บกิ๊บ สุมณทิพย์” เพื่อนสาวคนสนิทคอยเป็นที่ปรึกษา กุ๊บกิ๊บมักจะพูดเตือนใจสมอๆ ว่า การตัดสินใจครั้งนี้ขอให้คิดดีๆ ไม่ใช่ว่ากำลังหลงชื่อเสียงหรือแสงสีของวงการนี้อยู่ ที่ผ่านมาตอนสุขหรือทุกข์ยังมีคนคนนี้อยู่ข้างๆ แต่การตัดสินใจนี้จะตัดคนนี้ออกไปจากชีวิตเลย แม้จะว่าทำให้ตนรู้สึกหนักใจและร้องไห้ออกมา แต่ก็ตัดสินใจตามความตั้งใจเดิมของตัวเอง

“เรื่องที่ไปมีอะไรกับคนอื่นตอนที่ยังคบกันอยู่ คือหลังจากที่พี่เวประสบอุบัติเหตุ เราก็ไม่ได้มีอะไรกันอีกเลย เราก็ต้องการอะไรบ้าง เพียงแต่ไม่ได้บอกอะไรกับเขา ไม่ใช่ว่ากลัวเขารับไม่ได้ แต่เรารู้ว่าเขาจะบอกว่า เราป้องกันหรือเปล่า? เราจะรู้สึกเจ็บในใจ มันเป็นสิ่งที่ผิดนะ”

“หลังๆ มันเริ่มบ่อยขึ้น จนเรารู้สึกไม่โอเคกับตัวเอง จนต้องย้อนกลับมาถามตัวเองว่า เรารักพี่เวจริงหรือแค่ใช้งานเขา เราไปกินกับคนอื่น เพราะเขาให้ความต้องการเราไม่ได้ หรือเราไม่ได้รักเขาแล้ว มันวนไปวนมาก็รู้ตัวในที่สุดว่า เรานอกใจแฟน กระทั่งเขารู้ว่าเราซื้อกิน”

ขณะที่ชายหนุ่มที่ชื่อ “กอล์ฟ” ที่ถูกหาว่าเป็นมือที่สาม พี่คนนี้เป็นรุ่นพี่ที่สนิทและรู้จักกับพี่เว แต่ไม่มีอะไรเกินเลยกัน หลังจากนี้แม้จะเลิกกันแล้ว พี่เวก็ยังคงเป็นคนดูแลคิวงานให้ตามปกติ เรื่องนี้ตนยอมรับว่าเป็นแฟนที่ดีให้พี่เขาไม่ได้ เราไม่ได้หลงแสงสีหรือชื่อเสียง เราไม่จำเป็นต้องทิ้งใครเพราะแค่ชื่อเสียงที่ก็ยังไม่ได้โด่งดังอะไร

คืบหน้า คดียิงนักธุรกิจหนุ่มเมืองผู้ดีดับคาปอร์เช่

คืบหน้า คดียิงนักธุรกิจหนุ่มเมืองผู้ดีดับคาปอร์เช่คดียิงนักธุรกิจหนุ่มเมืองผู้ดีดับคาปอร์เช่ ตำรวจเผยคาดชนวนเหตุมาจากธุรกิจ พบประวัติผู้เสียชีวิตทำอาชีพประเภทคอลเซนเตอร์ ชักชวนให้ชาวต่างชาตินำเงินมาลงทุนประกอบธุรกิจ และเคยถูกจับกุมดำเนินคดีเมื่อเดือนกันยายน 2559 พร้อมถูกผลักดันออกนอกประเทศ

จากกรณีภาพวงจรปิดจับภาพมือปืนก่อเหตุยิง นายโทนี่ เคนเวย์ อายุ 39 ปี ชาวอังกฤษ นักธุรกิจรับทำเวปไซค์ เสียชีวิตภายในรถยนต์ ปอร์เช่ คาเยน สีแดง ทะเบียน 4กน 911 กทม. เหตุเกิดบริเวณหน้าสานิตย์สปอต์คลับ เลขที่119 ม.3 เส้นทางอ่างเก็บน้ำมาบประชัน ต.โป่ง อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ความคืบหน้าล่าสุด พ.ต.ต.จีระศักดิ์ แอบแฝง สารวัตรสอบสวน สภ.หนองปรือ ได้เชิญพยานมาสอบปากคำเพิ่มเติมจำนวน 6 ปาก พร้อมเชิญตัว นางสมพร เคนเวย์ อายุ 32 ปี ภรรยา นายโทนี่ เคนเวย์ ผู้เสียชีวิต มาสอบปากคำเพิ่มเติมเกี่ยวกับคดีดังกล่าว เบื้องต้นทราบว่า นายโทนี่ มีบ้านพักจำนวน 4 หลัง แต่พักอยู่กับ นางสมพร และครอบครัว ที่หมู่บ้านสะโลน่า ต.โป่ง อ.บางละมุง จ.ชลบุรี

ต่อมาผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปตรวจสอบยังบ้านพักหลังดังกล่าว พบว่าเป็นหรูราคากว่าสิบล้านบาท บรรยากาศภายในบ้านเป็นไปอย่างเงียบเหงา ยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ พบรถยี่ห้อปอร์เช่ คาเยน สีแดง ทะเบียน 4กน 911 กทม. และรถเบนซ์ สีแดง ทะเบียน 5กว 6820 กทม.จอดอยู่บริเวณโรงรถหน้าบ้านเท่านั้น

ส่วนในด้านคดี พ.ต.อ.จิระวุฒิ ตัณฑศรี ผกก.สภ.หนองปรือ ยังไม่เปิดเผยรายละเอียดใดๆ เผยเพียงว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่สืบสวนแบ่งออกเป็น 3 ชุด กำลังออกทำงานอย่างเต็มที่โดยเน้นการตรวจสอบภาพวงจรปิดตามเส้นทางที่คนร้ายหลบหนี
พร้อมประชาสัมพันธ์หากประชาชนท่านใดมีภาพวงจรปิด หรือ ภาพกล้องหน้ารถยนต์ในช่วงเวลาที่เกิดเหตุ ที่สามารถเป็นเบาะแสของคนร้าย และเอื้อประโยชน์ให้กับรูปคดีได้ กรุณาติดต่อมาที่ สภ.หนองปรือ โดยจากการสืบสวนทราบว่านายโทนี่ เคยถูกจับกุมเมื่อปี 58 ที่ สภ เมืองพัทยา ในคดีทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาตและรับคนต่างด้าวเข้าทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาตซึ่งอยู่ในระหว่างการต่อสู้คดีในชั้นศาล

สลด หญิงวัย 44 บอกเพื่อนว่าอกหัก เจออีกทีเป็นศพผูกคอตาย

สลด หญิงวัย 44 บอกเพื่อนว่าอกหัก เจออีกทีเป็นศพผูกคอตาย(22 ม.ค.) เมื่อเวลา 23.00 น. ร.ต.ท.ขวัญข้าว อินาวัง ร้อยเวรสอบสวน สภ.เมืองพัทยา จ.ชลบุรี ได้รับแจ้งเหตุ พบผู้เสียชีวิตผูกคอตาย เหตุในซอย เฉลิมพระเกียรติ 25 พัทยา 9 ม.9 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี หลังรับแจ้งพร้อม มูลนิธิสว่างบูรณ์ธรรมสถาน เมืองพัทยา เดินทางไปตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุ เป็นอาคารพาณิชย์ สูง 3 ชั้น ไม่มีชื่อ ตรวจสอบ ด้านบนชั้น 2 ห้องไม่เลขที่ พบผู้เสียชีวิตผูกคอ โดยใช้เชือกผูกติดประตูตู้เสื้อผ้า สภาพศพ นุ่งผ้าขนหนูสีฟ้า เพียงตัวเดียว ตรวจสอบตามร่างกายผู้ตายไม่พบร่องรอยของการถูกทำร้ายหรือ ต่อสู้ ข้าวของในห้องก็ไม่ถูกรื้นค้นแต่อย่างใด ทราบชื่อผู้ตาย คือ น.ส.เบญจมาศ อายุ 44 ปี ชาว จ.สุพรรณบุรี
สอบสวน น.ส.สุทิสา อายุ 56 ปี เพื่อนผู้ตาย เล่าว่าเมื่อ 2 วันก่อนเกิดเหตุ ผู้ตายบอกกับตนว่าอกหัก จากนั้นก็ไม่ได้พบกับผู้ตายเลย ในวันนี้ตนคิดถึงจึงเดินขึ้นไปเรียกที่ห้อง เคาะประตูอยู่นาน แต่ก็ไม่เสียงตอบรับจึงได้ปีนดูช่องพัดลมดูดอากาศ เห็นว่าผูกคอตายแล้ว ก่อนตั้งสติได้ โทรหาให้เจ้าหน้าที่ มาตรวจสอบด้งกล่าว

ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้ถ่ายรูปที่เกิดเหตุเป็นหลักฐาน เบื้องต้นคาดว่า เสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 5 ชั่วโมง สาเหตุ อาจะคิดสั้นผูกคอตายเพราะผิดหวังเรื่องความรัก อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ จะสอบสวนหาสาเหตุที่แท้จริง ก่อนจะให้มูลนิธิสว่างนำศพไปรักษา ที่รพ.บางละมุง เพื่อให้ญาติผู้ตายมาติดต่อรับศพไปทำพิธีทางศาสนาต่อไป

แม่ใจยักษ์คลอดปุ๊บทิ้งปั๊บ ปล่อยทารกน้อยปล่อยทารก

แม่ใจยักษ์คลอดปุ๊บทิ้งปั๊บ ปล่อยทารกน้อยนอนหนาวข้างถนน(25 ม.ค.) เวลาประมาณ 05.00 น. ส.ต.ต.พรพิพัฒน์ เพ็งจันทร์ ผบ.หมู่กองร้อยตำรวจตะเวนชายแดนที่ 117 บ้านท่าแพ ต.เนินทราย อ.เมือง จ.ตราด พร้อมเจ้าหน้าที่กู้ภัยตราด นำเด็กทารกเพศชาย ส่งโรงพยาบาลตราด หลังพลเมืองดีพบถูกทิ้งไว้ริมถนน ก่อนถึงกองร้อย ตชด.117 บ้านท่าเพ เพียง 100 เมตร

หลังจากนำทารกส่งให้โรงพยาบาลตราดแล้ว พบว่าเด็กมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง มีน้ำหนัก 2.3 กิโลกรัม และยังมีคราบเลือดติดอยู่ ซึ่งคาดว่าเด็กทารกน่าจะเพิ่งคลอดไม่นาน จากนั้นเจ้าหน้าที่พยาบาลโรงพยาบาลตราดได้ทำการดูแลรักษาเบื้องต้น พร้อมให้ความอบอุ่นกับเด็กทารก เนื่องจากบริเวณที่เด็กทารกถูกทิ้งมีสภาพอากาศที่หนาวเย็น

ส.ต.ต.พรพิพัฒน์ กล่าวว่า ช่วงเวลาประมาณ 05.00 น. มีพลเมืองดีขี่รถจักรยานยนต์ผ่านจุดเกิดเหตุและพบเด็กทารกอยู่ริมถนน แต่ไม่กล้าลงไปดู จึงได้ขี่รถมาหาตนเอง ก่อนจะเดินมาดู พบว่าเด็กทารกยังมีชีวิตอยู่ มีผ้าห่อไว้สองชั้น นอนคว่ำหน้า วางห่างจากขอบถนนเพียง 30 เซนติเมตร จึงได้ไปยังสถานีตำรวจภูธรเมืองตราดทราบ พร้อมนำเด็กทารกส่งโรงพยาบาลตราด

อย่างไรก็ตาม ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะลงพื้นที่หาข่าวเพื่อติดตามแม่ของเด็กทารกที่นำลูกมาทิ้งเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ภัยสังคม! สาวถูกชายอ้างเป็นตำรวจลวงขึ้นรถตู้ตรวจฉี่ เอะใจวิ่งหนีรอด

(23 ม.ค.) เมื่อเวลา 04.00 น. น.ส.มด (นามสมมุติ)อายุ 23 ปี เดินทางเข้าแจ้งความร้องทุกข์กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองพัทยา จ.ชลบุรี ว่าถูกกลุ่มชายฉกรรจ์ อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ พยายามจะล่อลวงให้ขึ้นรถตู้ไปด้วย เหตุเกิดบริเวณหมู่บ้านรุ้งแลนด์ พัทยาใต้ ม.10 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี

โดย น.ส. มด ให้การว่า ก่อนเกิดเหตุตนได้เดินออกจากที่พักเพื่อไปหาซื้อข้าวและของใช้ส่วนตัวซึ่งไม่ห่างจากจุดเกิดเหตุมากนัก ได้มีชายอายุประมาณ 25-30 ปีลักษณะอ้วน 2 คนแสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ขอทำการตรวจปัสสาวะ โดยพูดจาชักจูงให้ตนซ้อนท้าย จยย.ไปตรวจยังรถตู้ซึ่งจอดอยู่ห่างออกไปประมาณ 300 เมตร ตนก็หลงเชื่อนึกว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจริงก็ให้ความร่วมมือ แต่พอมาถึงรถตู้ที่จอดรออยู่กับมีชายฉกรรจ์อยู่บนรถตู้อีกหลายคน ตนรู้สึกว่าไม่น่าจะใช่เจ้าหน้าที่ตำรวจจริงพยายามสอบถามอยู่นาน จนกระทั้งกลุ่มชายฉกรรจ์เผลอจึงรีบวิ่งหนีไปขอความช่วยเหลือกับชาวบ้าน ส่วนผู้ที่อ้างตัวเป็นตำรวจทั้งหมดกลับรีบขับขี่รถหลบหนีไปทันที

เบื้องต้นผู้เสียหายได้แจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน ก่อนจะประสานให้เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนลงพื้นหาเบาะแสนคร้าย พร้อมทั้งตรวจสอบกล้องวงจรปิดบริเวณที่เกิดเหตุ เพื่อติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไปภัยสังคม! สาวถูกชายอ้างเป็นตำรวจลวงขึ้นรถตู้ตรวจฉี่ เอะใจวิ่งหนีรอด

หนุ่มโวยถูกมิจฉาชีพพยายามหลอกเงิน 5,000 บาท

หนุ่มโวยถูกมิจฉาชีพพยายามหลอกเงิน 5,000 บาทหนุ่มร้องสื่อ ถูกมิจฉาชีพ อ้างเป็น “คุณตัน” เจ้าของอิชิตัน แชทเฟซหลอกได้รับรางวัล 2 ล้านบาท แลกกับสลิปบัตรเติมเงิน 5,000 บาท – ฝากเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อ

ทีมข่าว ไอเอ็นเอ็น ได้รับแจ้งจาก นายพลกฤษ์ สมาชิกเฟซบุ๊ก ที่ใช้ชื่อว่า “Phollakrid Wong” เล่าว่า เมื่อวานที่ผ่านมา (20 ม.ค.) ได้ถูกแก๊งมิจฉาชีพ อ้างตัวเป็น นายตัน ภาสกรนที เจ้าของอิชิตัน กรุ๊ป พยายามจะหลอกลวง โดยขอเพิ่มเป็นเพื่อนเข้ามาในเฟซบุ๊กส่วนตัว ที่ใช้ชื่อว่า “อิชิตัน กรุ๊ป” และแชทเข้ามาคุยโดยอ้างว่า ตนเองเป็นผู้โชคดี ได้รับรางวัลเงินสด 2 ล้านบาท จากการสุ่มเลือกทางเฟซบุ๊ค

คุณตันตัวปลอมยังบอกว่าให้ไปที่ร้านเซเว่น แล้วบอกพนักงานว่าซื้อสลิปทรูมันนี่ใบละ 1,000 บาท 5 ใบ ชำระโดยการถ่ายบัตรทรูมันนี่ และเบอร์ติดต่อ ที่อยู่ บัตรเลขบัญชีธนาคารของคุณมาอย่างแน่นอนชัดเจน “จะรับสิทธิ์หรือไม่รับสิทธิ์ครับ?”

โดยทางมิจฉาชีพพยายามชวนพูดคุยเพื่อให้ตนเองเลือกรับสิทธิ์ และส่งสลิปบัตรทรูมันนี่จำนวน 5,000 บาท ไปให้ แล้วจะโอนเงินจำนวน 2 ล้านมาให้ แต่ตนเองได้ส่งสลิปบัตรเติมเงินที่เสิร์ชมาจากอินเตอร์เน็ตแล้วส่งให้คุณตันตัวปลอมไป จากนั้นก็ยุติการสนทนา

ทั้งนี้ นายพลกฤษ์ ยังกล่าวอีกว่า เมื่อประมาณเดือนกันยายน 2559 ตนเองก็เคยถูกมิจฉาชีพที่อ้างตัวเป็น อิชิตัน กรุ๊ป เข้ามาหลอกลวงว่า ได้รับเงินรางวัล 1 ล้านบาท แต่ก็ไม่ได้หลงเชื่อ ส่งสลิปไปให้และที่ออกมาเปิดเผยต่อสื่อมวลชน ในครั้งนี้เพื่อต้องการแจ้งเตือน ให้ประชาชนทั่วไปได้ระมัดระวังตัว ไม่ถูกมิจฉาชีพหลอกลวงได้ และควรตรวจสอบกับทางบริษัทที่กล่าวอ้าง ให้ชัดเจนว่าเราได้รับรางวัลจริงหรือไม่จะได้ไม่ต้องสูญเสียทรัพย์สินและเงินทองให้กับกลุ่มมิจฉาชีพเหล่านี้

ศาลสั่งจำคุกหนุ่มวิน จยย.ปาหินใส่รถนักเรียน

ศาลสั่งจำคุกหนุ่มวิน จยย.ปาหินใส่รถนักเรียนศาลจังหวัดพระโขนงสั่งจำคุก หนุ่มวินจยย. ปาหินใส่รถตู้นักเรียนย่านประเวศ 6 เดือนไม่รอลงอาญา

พนักงานสอบสวน สน.ประเวศ ได้ควบคุมตัว นายอับดุลฟารุตต์ อายุ 36 ปี อาชีพขี่วินจักรยานยนต์รับจ้าง ผู้ต้องหาคดีขว้างก้อนหินใส่รถตู้รับ-ส่งนักเรียน พื้นที่ สน.ประเวศ มาส่งให้พนักงานอัยการ เพื่อยื่นฟ้องเป็นจำเลย ในความผิดทำให้เสียทรัพย์และทำร้ายร่างกายผู้อื่นไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายและจิตใจ ภายหลังนายอับดุลฟารุตต์ ให้การรับสารภาพว่าเนื่องจากไม่พอใจที่มีการขับรถปาดหน้ากัน เมื่อช่วงเช้าวันที่ 20 ม.ค.ที่ผ่านมา จึงได้ก่อเหตุปาหินใส่รถตู้ที่ส่งผลพนักงานเปิด-ปิดประตูรถตู้ได้รับบาดเจ็บ ที่ด้านหลัง 1 ราย

โดยศาลพิเคราะห์คำรับสารภาพของจำเลยแล้ว เห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามฟ้อง จึงพิพากษาให้จำคุกนายอับดุลฟารุตต์ จำเลย เป็นเวลา 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลย เป็นเวลา 6 เดือน โดยไม่รอลงอาญา

ศาลสั่งจำคุกหนุ่มวิน จยย.ปาหินใส่รถนักเรียน

ศาลสั่งจำคุกหนุ่มวิน จยย.ปาหินใส่รถนักเรียนศาลจังหวัดพระโขนงสั่งจำคุก หนุ่มวินจยย. ปาหินใส่รถตู้นักเรียนย่านประเวศ 6 เดือนไม่รอลงอาญา

พนักงานสอบสวน สน.ประเวศ ได้ควบคุมตัว นายอับดุลฟารุตต์ อายุ 36 ปี อาชีพขี่วินจักรยานยนต์รับจ้าง ผู้ต้องหาคดีขว้างก้อนหินใส่รถตู้รับ-ส่งนักเรียน พื้นที่ สน.ประเวศ มาส่งให้พนักงานอัยการ เพื่อยื่นฟ้องเป็นจำเลย ในความผิดทำให้เสียทรัพย์และทำร้ายร่างกายผู้อื่นไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายและจิตใจ ภายหลังนายอับดุลฟารุตต์ ให้การรับสารภาพว่าเนื่องจากไม่พอใจที่มีการขับรถปาดหน้ากัน เมื่อช่วงเช้าวันที่ 20 ม.ค.ที่ผ่านมา จึงได้ก่อเหตุปาหินใส่รถตู้ที่ส่งผลพนักงานเปิด-ปิดประตูรถตู้ได้รับบาดเจ็บ ที่ด้านหลัง 1 ราย

โดยศาลพิเคราะห์คำรับสารภาพของจำเลยแล้ว เห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามฟ้อง จึงพิพากษาให้จำคุกนายอับดุลฟารุตต์ จำเลย เป็นเวลา 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลย เป็นเวลา 6 เดือน โดยไม่รอลงอาญา